ประวัติความเป็นมา

               

1.1 ประวัติศาสตร์ชุมชน
          กะมิยอ เป็นภาษามลายูท้องถิ่น แปลว่า “ต้นสาคู” เหตุที่ใช้ชื่อนี้ เนื่องจากชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งอยู่รายล้อมกับริมคลองนั้น เต็มไปได้ต้นสาคู ใช้ประโยชน์สารพัดอย่างจากต้นสาคู แม้ปัจจุบันต้นสาคูแทบจะไม่เหลือให้เห็นแล้ว แต่ยังพอปรากฏเป็นดงสาคูเดิมข้างริมคลองที่ไหลผ่านบริเวณองค์การบริหารส่วนตำบลกะมิยอ

 

 

ภาพที่ 1 ดงต้นสาคู ปัจจุบันอยู่ริมคลองที่ไหลผ่านบริเวณองค์การบริหารส่วนตำบลกะมิยอ

          เกี่ยวกับเรื่องของชื่อที่เป็นภาษามลายูท้องถิ่นนั้น ครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2530 รัฐบาลให้แปลชื่อที่เป็นภาษามลายูเป็นไทยทั้งหมด ป้ายชื่อบอกทางจึงต้องเปลี่ยนจากกะมิยอเป็นต้นสาคูไม่เว้นแม้แต่ป้ายชื่อโรงเรียนชุมชนบ้านกะมิยอยังต้องมีวงเล็บต่อท้ายว่าต้นสาคู ต่อมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ไม่เห็นด้วย เพราะถือว่าภาษาเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ควรรักษาไว้ มาตรการในการแปลภาษามลายูเป็นภาษาไทยจึงยกเลิกไป
          การก่อเกิดของชุมชน ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีขึ้นตั้งแต่ปีใด หมู่บ้านเก่าแก่ของตำบลกะมิยอ
แห่งหนึ่งคือบ้านบือแนกูแจคำว่า “บือแน” แปลว่า นา ส่วน “กูแจ” คือ ต้นไม้ชนิดหนึ่ง คาดว่าจะเป็นลูกเม่า เคยมีประวัติว่าแม่ทัพมะละกาเคยมาเรียนวิชาการต่อสู้ด้วยกริชที่หมู่บ้านบือแนกูแจแห่งนี้ หากย้อนประวัติศาสตร์ในช่วงที่มะละกาแผ่อำนาจมาปกครองดินแดนแห่งนี้ ตรงกับรัชสมัยสุลต่านมุซัฟฟาร์ชาฮ์ กษัตริย์มะลากาที่ส่งกองทัพมาตีหัวเมืองปาหัง ตรังกานู และปัตตานีไว้ได้ระยะหนึ่ง อยู่ระหว่างปี พ.ศ.1988 – 2002 ระหว่างที่ยึดครองนั้น คงจะมาเรียนรู้วิชาการต่อสู้ด้วยกริชติดตัวไปด้วย
          หลักฐานที่จะหาอายุของชุมชนอีกประการหนึ่งคือการขุดคลองในอดีต กล่าวคือ ในสมัยรายาฮียา ปกครองราชอาณาจักรมลายูปัตตานี ทรงครองราชย์ในช่วงปี พ.ศ.2135 – 2159 ในครั้งนั้น ลำน้ำซึ่งอยู่ใกล้พระราชฐานเกิดน้ำทะเลไหลบ่าเข้าสู่ลำคลองซึ่งตื้นเขินขึ้น ทำให้ราษฎรไม่สามารถใช้น้ำดื่มและอาบได้ดั่งเช่นเคย พระนางจึงเสด็จออกไปเกณฑ์ผู้คนและควบคุมการขุดคลองที่บ้านตามะงัน (ปัจจุบันอยู่ระหว่างเขตตำบลเมาะมาวี กับตำบล ปรีกี) อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อระบายน้ำในแม่น้ำตานีให้ไหลลงสู่คลองที่ขุดขึ้นใหม่จากบ้านตะมางันถึงบ้านกรือเซะ ออกสู่อ่าวกัวลารา (Kualara) ที่ตำบลบาราโหม อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งผ่านชุมชนแห่งนี้ด้วย ยังผลให้ราษฎรมีน้ำดื่มน้ำใช้ และประกอบการเกษตรกรรมได้ผลดีอีกด้วย เมื่อรายาฮียาสิ้นพระชนม์ลง ในปี 2159 ประชาชนได้พากันขนานพระนามของพระองค์ว่า "มารโฮมตามางัน" ทั้งนี้เพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติแด่พระนางที่ได้ทำการขุดคลองตะมางันสำเร็จ
        รายาบีรู พระขนิษฐาองค์รอง ได้รับการสถาปณาขึ้นดำรงตำแหน่งราชินีแห่งเมืองปัตตานี ด้วยความเห็นชอบของบรรดามุขมนตรีและเสนาบดี จากนั้น 3 ปีต่อมา คลองตะมางันที่รายาฮียาขุดขึ้นใหม่ ถูกกระแสน้ำในแม่น้ำตานีไหลบ่าท่วมท้น เซาะตลิ่งพัง ขยายลำน้ำกว้างยิ่งขึ้น สายน้ำได้ไหลเซาะตีนสะพาน บริเวณตลาดปินตูฆาเยาะ (ประตูช้าง) ใกล้กำแพงเมืองเข้ามาทุกปี รายาบีรูเกรงว่ากำแพงเมืองจะพังทะลาย จึงสั่งให้ขุนนางออกไปเร่งรัดราษฎร จัดทำทำนบกั้นน้ำในลำคลองไว้ เรียกหมู่บ้านที่สร้างทำนบกั้นน้ำนี้ว่า "กำปงตาเนาะบาตู" ปัจจุบันคือหมู่ 4 บ้านตาเนาะบาตู ตำบลคลองมานิง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี คำว่า “ตาเนาะ” แปลว่าทำนบหรือฝาย
         สาเหตุอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้ต้องสร้างทำนบกั้นน้ำ เนื่องจากกระแสน้ำได้ไหลบ่าเข้าสู่ คลองแปแปรี ในบริเวณที่ใช้ทำนาเกลือ ทำให้น้ำลดความเค็มลง ไม่สามารถผลิตเกลือ ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของเมืองปัตตานีออกสู่ตลาดได้เช่นเคย ทำให้รายได้จากภาษีเกลือลดน้อยลง

 

ภาพที่ 2 ทำนบกั้นน้ำสมัยโบราณ ปัจจุบันอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลกะมิยอ
อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

          หลังจากสร้างทำนบกั้นลำน้ำไว้ คลองตะมางันก็ค่อยๆ ตื้นเขิน ทิ้งร่องรอยให้เห็นเพียง "กอจาก" ที่ขึ้นอยู่ตามลำน้ำเก่า จากสะพานบ้านปรีกี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ตลอดริมถนนสิโรรสด้านขวามือ จนถึงบ้านปุยุด เขตท้องที่อำเภอเมืองปัตตานี
          นอกจากกะมิยอจะเป็นพื้นที่ทำการเกษตรแล้ว ยังเป็นเมืองท่าที่มีเรือผ่านเข้าออก โดยมีผู้เคยพบเสากระโดงเรือโบราณที่โผล่พ้นดินอยู่บริเวณหมู่ 1 หลังมัสยิดบ้านท่าราบ ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี แต่ปัจจุบันเจ้าของที่ได้ทำการถมดินและปล่อยให้เป็นที่รกร้าง จนไม่เห็นเสากระโดงเรือนั้นแล้ว

   

ภาพที่ 3 จุดที่คาดว่ามีเรือจมอยู่ใต้ดิน ห่างจากลำคลองบ้านท่าราบ หมู่ 1 ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ต้องเดินฝ่าดงไม้พุ่มขึ้นจากฝั่งคลองด้านขวา (ฝั่งที่สูงขวา) ไปประมาณ 10 เมตร

          เจ้าของเรือที่จมอยู่ใต้ดินนี้ เป็นพ่อค้าที่ค้าขายระหว่างปัตตานีกับอินโดนีเซีย สมัยเกิดสงคราม สินค้าต้องห้ามคือทองเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญสำหรับการหล่อปืนใหญ่ แต่ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ พ่อค้ารายนี้ก็ทำการค้าทองเหลืองตามปกติกับชาวต่างชาติ จนทางการทราบเรื่องจึงลงโทษประหารชีวิต ศพฝังอยู่ห่างจากจุดที่เรือจมดินอยู่ประมาณ 50 เมตร และยังคงปรากฏแนแซ หินที่บ่งชี้จุดที่ฝังศพของชาวมุสลิม โดยสมัยก่อนนิยมใช้หินที่สวยงามแปลกตากว่าหินในบริเวณรอบๆ มาตั้งหัว – ท้าย บอกทิศทางของศพที่ฝัง

 

ภาพที่ 4 หินฝังศพในสมัยก่อน เพื่อบอกให้รู้ว่ามีศพอยู่บริเวณนี้

          บ้านกาแลบือซา หมู่ 4 ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีมีประวัติศาสตร์ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญด้านการเกษตรและการเป็นเมืองท่าที่สำคัญของตำบลกะมิยอในอดีต คำว่า “กาแล” มีความหมายว่า ท่าเรือ ส่วน “บือซา” หมายถึง ขนาดใหญ่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นอ่าวกว้างและใช้ประโยชน์มาตั้งแต่สมัยพญามาโรงมหาวังสา เจ้าเมืองไทรบุรี มีการติดต่อกับปัตตานี ซึ่งขณะนั้นปัตตานียังอยู่ในยุคของอาณาจักรลังกาสุกะ ก่อนที่จะก่อตั้ง
ราชอาณาจักรมลายูปัตตานี
         ท่าเรือขนาดใหญ่แห่งนี้ มีการเล่าต่อๆ มาว่า การเกษตรของที่นี่ นอกจากจะใช้ปุ๋ยจากมูลโคและกระบือแล้ว ยังมีการใช้ปุ๋ยจากมูลค้างคาว ซึ่งชาวบ้านที่นี่เรียกว่าปุ๋ยภูเขาเนื่องจากเป็นปุ๋ยที่ต้องไปเก็บในถ้ำบนภูเขาที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ โดยปุ๋ยดังกล่าวได้ล่องมากับแพต้นซุงจากอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาโดยต้นซุงที่ล่องมาพร้อมกับ
มูลค้างคาว จะนำมาสร้างบ้าน ปัจจุบัน ยังคงมีบ้านที่ทำจากไม้ที่ล่องมาจากอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เช่น บ้านอดีตกำนันตำบลกะมิยอ บ้านของอับดุลเลาะ มะซัน และบ้านบาบอโอ๊ะ เป็นต้น

ภาพที่ 5 บ้านโบราณซึ่งใช้ไม้ที่ล่องมาจากอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาเมื่อกว่า 50 ปีมาแล้ว

          นอกจากจะเป็นเมืองท่าค้าขายในแถบเอเชียอาคเนย์แล้ว ตำบลกะมิยอ จังหวัดปัตตานี ยังมีหลักฐานการค้าขายกับอาณาจักรที่อยู่ในตะวันออกกลางอีกด้วย เมื่อคราวที่ขุดคลองในระยะหลัง ได้มีคนค้นพบเหรียญสกุลดีนาร์ ที่ใช้แพร่หลายในตะวันออกกลางหลายประเทศ เป็นเหรียญที่ทำจากทองคำแท้และเงินแท้ มีขนาดเล็กเท่ากับเหรียญ 25 สตางค์ของไทย แต่สามารถขายได้ราคา อย่างเหรียญทองคำดีนาร์เคยนำไปขายได้ถึง 1,000 กว่าบาท

 

ภาพที่ 6 เหรียญดีนาร์ทองคำแท้ ที่ใช้แพร่หลายในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

 

ภาพที่ 7 เหรียญที่ใช้ในปัตตานีระหว่างปี ค.ศ.1500 - 1700

         ตำบลกะมิยอและตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อกันในเชิงแลกเปลี่ยนทรัพยากร ตำบลบานามีชื่อเสียงเรื่องนาเกลือมาตั้งแต่สมัยโบราณ ขณะที่ตำบลกะมิยอมีนาข้าวและมีการจับปลาในนา เช่น ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาดุก ฯลฯ จึงมีการแลกข้าวกับเกลือ ปลาที่เหลือกินก็ทำเค็มโดยหมักในไหเก็บไว้บริโภค
         การทำนาเกลือเพื่อใช้บริโภคและจำหน่ายในจังหวัดภาคใต้ของเมืองปัตตานี เป็นสินค้าที่จำหน่ายมาแต่ต้นสมัยอยุธยาแล้ว ประวัติเมืองปัตตานีได้กล่าวถึงการทำนาเกลือไว้ชัดเจนในสมัยรายาฮียา และรายาบีรูปกครองเมืองปัตตานี แต่ไม่ปรากฏว่าเมืองใกล้เคียงทำนาเกลือเป็น ทั้งที่บ้านเมืองเหล่านั้น ก็อยู่ใกล้ทะเล มีสภาพที่ดินคล้ายคลึงกัน พอที่จะใช้ในการทำนาเกลือได้ ดังปรากฏหลักฐาน ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ความตอนหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอู่ทองตรัสถามพญาศรีธรรมโศกราชว่า"เมืองของท่านขัดสิ่งใดเล่า แลพญาศรีธรรมโศกราชว่า ขัดแต่เกลือ อาณาประชาราษฎร์ไม่รู้จักทำกินและพระเจ้าอู่ทองว่า จงให้สำเภาเข้ามาจะจัดให้ออกไป" ปัจจุบัน การทำนาเกลือ ของชาวเมืองปัตตานีก็ยังคงได้รับการสืบทอดเป็นอาชีพของชาวบ้านตำบลบานา ตำบลตันหยงลุโละ ท้องที่อำเภอเมืองปัตตานี
          โดยสรุปแล้ว ตำบลกะมิยอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานีมีประวัติความเป็นมาและการตั้งชุมชนมายืนยาวกว่า 400 ปีมาแล้ว