Get Adobe Flash player

ผู้บริหาร อบต.กะมิยอ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • ประชาสัมพันธ์
  • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
  • หนังสือราชการ
  • ข่าวสมัครงาน
  • แบบฟอร์มเอกสารราชการ

องค์ความรู้เกี่ยวกับกะปิเยาะห์


1. ความหมายของกะปิเยาะห์
          กะปิเยาะห์ มาจากคำว่า “คูฟียะฮฺ” เป็นศัพท์จากภาษาอาหรับ แปลว่า หมวก ด้วยสำเนียงภาษาแต่ละถิ่น จึงทำให้เพี้ยนไป ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จะใช้คำว่ากะปิเยาะห์ หรือบางทีก็กร่อนเสียงเหลือเพียง “ปิเยาะห์” ก็มี
          คำว่ากะปิเยาะห์หมายถึงหมวกอยู่แล้ว แต่มีความสับสนในความไม่เข้าใจในความหมาย จึงมักเรียกว่า หมวกกะปิเยาะห์ เช่นเดียวกับการที่สื่อเรียกชื่อประเทศใหม่ว่า “ติมอร์ตะวันออก” ทั้งๆ ที่ติมอร์ก็แปลว่า ตะวันออกอยู่แล้ว จึงเป็นการซ้ำคำ

2. ความเป็นมาของกะปิเยาะห์
          ความเป็นมาของกะปิเยาะห์ไม่แน่ชัด แต่กะปิเยาะห์เป็นวัฒนธรรมของคนอาหรับมาแต่ดั้งเดิมส่วนใน แถบมลายู ซึ่งรวมถึงจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส เดิมใช้หมวกซอเกาะ ไม่ได้ใช้กะปิเยาะห์มีหลักฐานการยกเว้น ไม่ให้ใช้หมวกที่มีปีกประกอบกับเครื่องแบบลูกเสือของมุสลิม เนื่องจากเป็นข้อห้ามของศาสนาอิสลาม และให้ใช้ หมวกในรูปทรงซอเกาะแทน

 

ภาพที่ 23 พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ (ขวามือ)
ฉลองพระองค์เครื่องแบบลูกเสือมาลารูปทรงซอเกาะที่ใช้ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส

 

ภาพที่ 24 ตนกูอับดุลกาเดร์ กามารุดดีน เจ้าเมืองปัตตานีพระองค์สุดท้าย
ทรงสวมซอเกาะที่ใช้ในจังหวัดปัตตานี

          เหตุที่มุสลิมใส่กะปิเยาะห์ หรือใช้ผ้าโพกศีรษะ เนื่องจากว่าใส่แล้วได้บุญ เพราะเป็นการแต่งกายตามแบบ ท่านศาสดานบีมุฮัมมัด จริยวัตรของท่านทุกอย่างถือเป็นแบบฉบับของมุสลิมทั่วโลกที่ควรประพฤติปฏิบัติตาม แม้ท่านนบีมุฮัมมัดได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่หลักฐานที่หลงเหลืออยู่คือหมวกและผ้าโพกศีรษะที่ท่านนบีเคยใช้ยัง ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในประเทศตุรกี ดังนั้น หากมุสลิมท่านใดใช้ทั้งหมวกและผ้าโพกศีรษะพร้อมกัน ก็ถือว่าจะได้บุญเป็น 2 เท่า
          ผ้าโพกศีรษะที่นับว่าเป็นวัฒนธรรมของชาวอาหรับที่ใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทรายนั้น นอกจากจะใช้ใน ระหว่างการประกอบศาสนกิจอย่างการละหมาดแล้ว ยังใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่างเช่นเดียวกับผ้าขาวม้าของไทย คือ ใช้ปูนอน ใช้ปูละหมาด ใช้แทนเชือก กันหนาว กันแดดในทะเลทราย

 

ภาพที่ 25 ประชาชนชาวซูดานกับผ้าโพกศีรษะกลางทะเลทราย

3. รูปทรงพื้นฐานและส่วนประกอบของกะปิเยาะห์
          กะปิเยาะห์ที่เห็นรูปทรงในปัจจุบันนี้นั้น อาจเป็นไปได้ว่ามาจากรูปทรงของโดมมัสยิด และโดมมัสยิดที่เห็นม ีรากฐานมาจากสิ่งก่อสร้างของกรุงโรมตะวันออก ปัจจุบันคือประเทศตุรกี ซึ่งเรียกว่าศิลปะแบบไบเซนไทน์ (Byzentine)

 


ภาพที่ 26 สถาปัตยกรรมโรมันตะวันออก ศิลปะไบเซนไทน์ (Byzentine)
ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศตุรกี

          ส่วนประกอบของกะปิเยาะห์ ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือส่วนฐานและส่วนหัว ส่วนฐานเรียกตามภาษาอาหรับว่า “จิดา” (Jida) ภาษามลายูเรียกว่า “อีบู” ส่วนหัว เรียกตามภาษาอาหรับว่า “เฟาก์” (Fauk) ภาษามลายูเรียกว่า “ตาโป๊ะ”

 

ภาพที่ 27 ส่วนประกอบของกะปิเยาะห์

4. พัฒนาการทางด้านรูปทรงของกะปิเยาะห์
          เมื่อศาสนาอิสลามเผยแผ่ออกไป วัฒนธรรมการแต่งกายที่มีท่านนบีมูฮัมหมัดเป็นต้นแบบก็ได้ติดตามไปด้วย รวมทั้งกะปิเยาะห์ แต่จะเปลี่ยนรูปทรงไปตามวัฒนธรรม สภาพอากาศ วัตถุดิบที่ใช้ผลิตกะปิเยาะห์ของแต่ละประเทศ กะปิเยาะห์ทรงดาดา เชื่อว่ามาจากหมวกชนิดหนึ่งที่ทำด้วยหนังสัตว์ โดยเฉพาะหนังอูฐ ผู้นำเชเชน คือ อัสลามาคอดอส ใช้หนังเสือมาทำหมวก ส่วนผู้นำรัสเชียคือ บอริส เยลซิน ใช้หนังหมีทำหมวก

 

ภาพที่ 28 หมวกที่ทำจากหนังอูฐ

 

ภาพที่ 29 ผู้นำเชเชนกับหมวกที่ทำด้วยหนังเสือ

 

 

ภาพที่ 30 ภาพผู้นำรัสเซียกับหมวกที่ทำจากหนังหมี

             กะปิเยาะห์ที่ถือว่าสวย และเป็นที่นิยมมากที่สุดในขณะนี้ คือรูปแบบของซูดาน ถ้าเป็นแบบซูดานแท้ๆ จะถักด้วยมือ ไม่มีการเจาะรู ทำด้วยผ้าเครปสีขาวอย่างดีดูแวววาว

5. กะปิเยาะห์ในหน้าที่ทางศาสนกิจของชายไทยมุสลิม
             การปฏิบัติศาสนกิจที่มุสลิมต้องทำทุกวัน จะละเว้นไม่ได้คือการละหมาด ขั้นตอนการทำละหมาดขั้นตอนหนึ่ง คือการก้มกราบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่หน้าผากจะต้องสัมผัสกับพื้น การที่มีเส้นผมมาปกหน้าผากแม้เพียงสามเส้น ก็ทำ ให้การละหมาดครั้งนั้นโมฆะ ดังนั้น กะปิเยาะห์จะทำหน้าที่ในการรวบผมที่ปิดหน้าผากเอาไว้ เพื่อทำให้การละหมาด นั้นสมบูรณ์

6. กะปิเยาะห์กับการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปของชายไทยมุสลิม
             กะปิเยาะห์ในปัจจุบัน นอกจากจะใช้ในระหว่างการละหมาดแล้ว กะปิเยาะห์ ยังเป็นวัฒนธรรมในการแต่งกาย เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นมุสลิม และเวลาเดินมาไหนแล้วไปชนอะไร ก็จะมีกะปิเยาะห์รองรับไว้ชั้นหนึ่ง ที่ประเทศมาเลเซีย มีกฎหมายการใช้หมวกกันน็อคอย่างเคร่งครัด แต่ถ้ามุสลิมคนใดก็ตามที่ใส่กะปิเยาะห์ ก็จะได้รับการอนุโลม เนื่องจาก เห็นความสำคัญในทางศาสนาเช่นเดียวกับกฎหมายไทย

7. ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมกับการใช้กะปิเยาะห์
             การใช้กะปิเยาะห์นั้นไม่ใช่หลักการศาสนา เป็นวัฒนธรรมการแต่งกายเท่านั้น และไม่ห้ามสำหรับคนที่ต่างศาสนา จะสวมใส่ แต่ก็ไม่ควรใช้ เพราะกะปิเยาะห์เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นสัญลักษณ์ของชายมุสลิมหากคนที่ไม่ได้นับ ถือศาสนาอิสลามมาสวมใส่แล้วไปทำในเรื่องที่ผิดกับหลักศาสนาอิสลามแล้ว จะเกิดความเข้าใจผิดกับคนทั่วไปได้
             ในหลักปฏิบัติอีกประการหนึ่งสำหรับการสวมใส่กะปิเยาะห์ คือ ห้ามมิให้ผู้หญิงสวมใส่ แม้ผู้หญิงคนนั้น จะเป็นมุสลิมก็ตาม ทั้งนี้กะปิเยาะห์บ่งบอกถึงความเป็นชาย การที่หญิงแต่งเป็นชาย และชายจะแต่งกายเป็นหญิง เช่น จะคลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมอย่างผู้หญิงนั้นจะกระทำมิได้ เพราะมุสลิมต้องมีการแยกแยะให้ได้ว่าเป็นชายหรือเป็นหญิง เท่านั้น

8. ต้นกำเนิดและเส้นทางการกระจายตัวของกะปิเยาะห์
             เมื่อกะปิเยาะห์เป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาวมุสลิม การเสาะหาความเป็นมาและการแพร่หลายของกะปิเยาะห์จึงเท่า กับการตามรอยการเผยแพร่ของศาสนาอิสลามไปโดยปริยาย
             ศาสนาอิสลามมีกำเนิดบนคาบสมุทรอาระเบียเมื่อปี ค.ศ.622 (พ.ศ.1165) ที่เมืองมักก๊ะ สมัยที่พระศาสดา นบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ มีศูนย์กลางอยู่ ณ นครมาดีนะฮ์ต้นคริสศตวรรษที่ 8 ได้แพร่เข้าสู่ประเทศอินเดียโดยการนำของ มูฮัมมัด อิบน์ อัลกาซิม แม่ทัพของกษัตริย์ อับดุลมาลิคกาหลิบ ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ แห่งนครดามัสคัส ทำให้เกิดรัฐอิสลามแห่งแรก ขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ
             ค.ศ.998 (พ.ศ.1541) สุลต่านมามุดแห่งราชวงศ์กาซนีประเทศอัฟกานิสถานได้นำศาสนาอิสลามเข้ามายังแคว้นปันจาบ มีศูนย์กลางปกครองอยู่ที่เมืองละฮอร์ ต่อมากษัตริย์ราชวงศ์นี้สูญเสียอำนาจให้แก่ราชวงศ์กอรี เชื้อสายเตอร์ค ในปี ค.ศ.1173 (พ.ศ.1716) ครั้นถึงปี ค.ศ.1192 (พ.ศ.1735) กองทัพกษัตริย์โมฮัมหมัดกอรีได้ชัยชนะต่อชาวฮินดู เป็นผลให้อำนาจ การปกครองของราชวงศ์กอรีแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณอ่าวเบงคอล พร้อมกับการขยายตัวของศาสนาอิสลามเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว
             แคว้นกุจะราท เมืองเคมเบย์ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์การค้าระหว่างอินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ ติดต่อกับจีน และประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อนที่พวกมุสลิมจะเดินทางมาถึง เมื่อดินแดนแห่งนี้ตกมาอยู่ในความครอบครอง ของกษัตริย์มุสลิมแล้ว จึงเป็นฐานสำหรับศาสนาอิสลาม เดินทางไปสู่ประเทศอินโดนีเซีย และแหลมไทย - มลายู ในขั้นต่อมา
             เมื่อปี ค.ศ.1292 (พ.ศ.1835) มาร์โคโปโลเดินทางจากประเทศจีนกลับยุโรป มาแวะที่เกาะสุมาตรา เขาได้บันทึกไว้ในรายงานการเดินทางของเขาว่า ที่เมืองเปอร์ลัค มีพ่อค้านับถือศาสนาอิสลาม เข้ามาค้าขายอยู่เป็นอันมาก จากเมืองเปอร์ลัค เขาเดินทางไปพักอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ คือ เมือง สมุท เป็นเวลา 5 เดือน เนื่องจากเป็นฤดูมรสุม ขณะที่เขาพักอยู่นั้น ชาวเมืองสมุท ยังไม่ได้เป็นมุสลิม
             หลักฐานการยอมรับนับถือศาสนาอิสลามของชาวเกาะสุมาตรา ปรากฏอยู่บนหินเหนือหลุมศพ ของสุลต่านมาลิคอัลซาเลห์ ที่เข้ารีตเป็นอิสลาม จารึกแผ่นนี้บอกปี ค.ศ.1297 (พ.ศ.1840) หลังจากมาร์โคโปโลออกจากเมืองนี้ไปเพียง 5 ปี
             ชาวมอรอคโคชื่ออิบน์บัตตูตาฮ์ ซึ่งเดินทางไปมาระหว่างประเทศอินเดียกับจีน ในปี ค.ศ.1345 - ค.ศ.1346 ก็ได้บันทึกไว้ว่าสุลต่านแห่งรัฐสมุท บนเกาะสุมาตรา นับถือศาสนาอิสลาม ตามแบบฉบับของอีหม่ามซาฤาอีย์ (Sufi) (หรือสำนักคิดซาฟีอีย์) แต่ดินแดนใกล้เคียงยังคงนับถือศาสนาอื่นอยู่
             ศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนาอิสลามบนแหลมไทย - มลายู ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป คือ มะละกา (ตามความเห็นของศาสตราจารย์ ฮอลล์ แต่เอริเดีย (Eredie) ว่าปัตตานีและปาหัง รับศาสนาอิสลาม ก่อนรัฐมะละกา สมคิด มณีวงศ์ อ้างศิลาจารึกซึ่งค้นพบที่จังหวัดสุโขทัย มีใจความเกี่ยวกับคำปฏิญาณตน ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามเป็นหลักฐานยืนยัน ว่าศาสนาอิสลามแพร่เข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี (ดู "มุสลิมไทย" ในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 1 ฉบับ 3 ก.พ.2507) รัฐนี้ เจ้าชายปรเมศวร เชื้อสายราชวงศ์ไศเลนทร์เป็นผู้สร้างขึ้น ในปี ค.ศ.1403 (พ.ศ.1946) เนื่องมาจากทำเล ที่ตั้งเมืองดี สามารถควบคุมเรือสินค้าที่เดินผ่านช่องแคบมะละกา ให้เข้ามาค้าขายในเมืองได้ มะละกาจึงกลายเป็นศูนย์การค้าของโลก (สมัยนั้น) เป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศตะวันออกกับตะวันตก กล่าวกันว่า ไม่มีสินค้าใดที่จะไม่มีจำหน่ายใน ตลาดเมืองมะละกา
             ปรเมศวรเป็นกษัตริย์องค์แรกของอาณาจักรมะละกาที่ทรงยอมเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาฮินดู (ศิวพุทธ) มารับศาสนาอิสลามในปี ค.ศ.1414 (พ.ศ.1957) และเปลี่ยนพระนามเป็น "เมกัตอิสคานเดอร์ชาฮ์" เนื่องจากพระองค์ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงรัฐปาไซ (บนเกาะสุมาตรา) ที่เป็นมุสลิม
             ต่อมา ในสมัยของสุลต่านมันสุร์ชาฮ์ ระหว่างปี ค.ศ.1459 - 1477 (พ.ศ.2002 - 2020) กองทัพมะละกา ได้เข้ามายึดครองเมืองปาหัง ตรังกานู กลันตัน และไทรบุรี ซึ่งเป็นเมืองประเทศราชของไทย เนื่องจากสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ กำลังทำสงครามติดพันอยู่กับพระเจ้าติโลกราช แห่งนครเชียงใหม่ ไม่สามารถส่งกองทัพ มาช่วยป้องกันเมืองเหล่านั้นไว้ได้ เป็นผลให้เจ้าผู้ครองนครต่างๆ และ พญาอินทิรา ผู้ครองเมืองปัตตานี ยอมรับศาสนาอิสลาม เพื่อโอนอ่อนผ่อนตามกษัตริย์มะละกา
             ประวัติเมืองปัตตานีว่า พญาอินทิรามารับศาสนาอิสลาม เพราะปฏิบัติตามสัญญาที่พระองค์ให้ไว้กับ นายแพทย์ชาวเมืองปาไซ ชื่อ เช็คสะอิด ที่มารักษาพระองค์ให้หายจากโรคผิวหนัง ประมาณ ปี พ.ศ.2012 ถึงปี พ.ศ.2057 ซึ่งเป็นระยะเดียวกับที่ศาสนาอิสลามแพร่เข้าไปสู่เมืองเกดาห์ ศาสตราจารย์เบรียญ ฮาร์ริสัน (Brian Harrison) กล่าวว่า "กษัตริย์เกดาห์ได้ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม ในปี พ.ศ.2017 (ดูหนังสือปัญหาความขัดแย้งใน 4 จังหวัดภาคใต้ ของ ดร.อารง สุทธาศาสตร์)
             ศาสนาอิสลามเข้าสู่ปัตตานีโดยสายตรงจากพ่อค้าชาวอาหรับเป็นผู้นำเข้ามา หรือผ่านมาทาง พ่อค้าชาวอินเดีย อินโดนีเซียนั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ หากพิจารณาจากรูปแบบพิธีของศาสนาอิสลามในปัตตานี จะเห็นได้ว่า "เป็นแบบอินโด เปอร์เซียน เช่นเดียวกับในอินเดีย และเปอร์เซีย ซึ่งต่างกับอิสลามในอาระเบีย" (ดูโลกอิสลาม ของ ประจักษ์ ช่วยไล่ หน้า 265-368) ในแง่ของภาษา จะเห็นได้ว่าชาวปัตตานีเรียก "ศาสนา" ว่า "อุฆานะ-อุฆามา" ซึ่งเป็นคำภาษาสันสกฤตแทนคำว่า "อาดีล" ในภาษาอาหรับและเรียกการถือศีลอดว่า "ปัวซา" แทนคำ "อัส, ซาม์ฯ” จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวเมืองปัตตานีในอดีต น่าจะได้รับศาสนาอิสลามผ่านทางมุสลิมอินเดีย และชวา สุมาตรา จึงได้ใช้ภาษาสันสกฤต แทนคำในภาษาอาหรับปะปนอยู่ในการเรียกชื่อศาสนาและพิธีกรรมต่างๆ เช่น เรียกพิธีสุนัต ว่า "มาโซะ ยาวี" (หมายถึงการเข้ารับศาสนาอิสลามร่วมกับชาวชวา)
             โดยสรุปแล้ว เส้นทางการเผยแผ่ของศาสนาอิสลาม ก็คือเส้นทางการกระจายตัวของกะปิเยาะห์เช่นกัน เพียงแต่รูปแบบ รูปทรง จะแตกต่างกัน แต่ละประเทศอาจไม่เหมือนกัน เปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่แต่ละท้องถิ่นมี จ จนปัจจุบันได้มีรูปทรงมาตรฐานที่ลงตัว เป็นที่นิยมและยอมรับ มีประเทศที่ผลิตจำหน่ายอย่างเป็นล่ำเป็นสันรองรับ ความต้องการของตลาดโลกมุสลิมโดยมีศูนย์กลางการกระจายสินค้าวัฒนธรรมนี้ที่นครมักก๊ะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย นครแห่งการประกอบพิธีฮัญจ์ ศาสนกิจอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของชาวมุสลิม
9. แหล่งผลิตกะปิเยาะห์ที่สำคัญในปัจจุบัน
             การเพิ่มขึ้นของผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลามที่มากขึ้นเรื่อยๆ การหลั่งไหลของชาวมุสลิมที่เดินทาง ประกอบพิธีฮัจญ์นับล้านๆ คนทุกปี ความต้องการใช้กะปิเยาะห์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบศาสนกิจจึงมี อย่างมหาศาล ประกอบการใช้กะปิเยาะห์ในดินแดนทะเลทรายที่น้ำแพงกว่าน้ำมัน การซักล้างกะปิเยาะห์เพื่อนำมา อย่างมหาศาล ประกอบการใช้กะปิเยาะห์ในดินแดนทะเลทรายที่น้ำแพงกว่าน้ำมัน การซักล้างกะปิเยาะห์เพื่อนำมา ใช้ใหม่จึงไม่มีเหตุผลที่ดีไปกว่าการใช้แล้วทิ้ง ส่งผลให้ปริมาณความต้องการของกะปิเยาะห์จึงมีอย่างสม่ำเสมอทุกปี
          ด้วยแรงจูงใจในอุปสงค์หรือความต้องการกะปิเยาะห์จำนวนมากนี้เอง ทำให้บรรดาประเทศที่มีศักยภาพ ในการผลิตกะปิเยาะห์ต่างพัฒนารูปแบบและผลิตเพื่อส่งออกมาวางขายให้ทันกับช่วงของการประกอบพิธีฮัจญ์ของ ทุกปี และนับวันจะมีการแข่งขันกันสูงขึ้น ประเทศที่มีกำลังการผลิตกะปิเยาะห์ในปัจจุบัน ได้แก่
                1. ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
                2. ประเทศบังคลาเทศ ประเทศมุสลิมที่ไม่ใช่ผลิตขายเฉพาะซาอุดิอาระเบียเท่านั้น แต่ได้ข้ามฟากมาเจาะ ตลาดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อย่างประเทศมาเลเซีย ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย
                3. ประเทศจีน โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกของประเทศแถบมณฑลซินเกียง ดินแดนทะเลทราย ที่ผู้คน นับถือศาสนาอิสลาม เมื่อผลิตแล้วก็ส่งมาที่เซียงไฮ้ เพื่อลงเรือสินค้าแล้วส่งไปขายยังกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออก เฉียงใต้ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
                4. ประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานี หรือที่ชาวมุสลิมในแถบตะวันออกกลางรู้จักกันดีในนามว่า “ฟาฏอนี” ซึ่งมีรากศัพท์จากภาษาอาหรับอันสื่อความหมายว่าความฉลาด นับเป็นแหล่งผลิตกะปิเยาะห์จำนวน มหาศาล มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 1 ใน 3 ของกะปิเยาะห์ที่ขายอยู่ในประเทศซาอุดิอาระเบีย
             ด้วยลักษณะการใช้กะปิเยาะห์แล้วทิ้ง ไม่มีการนำมาซักล้างเพื่อนำลับมาใช้ใหม่ ทำให้กะปิเยาะห์ที่ส่ง ไปยังประเทศซาอุดิอาระเบียไม่จำเป็นต้องวิจิตรงดงาม แต่เน้นความเรียบง่าย ราคาถูก บรรดาประเทศผู้ผลิต กะปิเยาะห์จึงต้องแข่งขันในเรื่องของราคาที่ถูก เพื่อจูงใจให้ผู้คนมาซื้อ ขณะที่ต้นทุนที่ใกล้เคียงกัน ส่วนที่สามารถ ตัดลดได้ในปัจจัยการผลิตคือค่าจ้าง ค่าแรง ดังนั้น ถ้าค่าแรงประเทศใดถูก จะสามารถกดราคากะปิเยาะห์ให้ถูกลงได้ และมีโอกาสที่จะขายได้ง่ายกว่าประเทศที่มีค่าแรงที่แพง กลไกเช่นนี้เอง ที่เป็นปัญหาสะท้อนกลับมายังผู้ผลิต กะปิเยาะห์ให้ต้องทำงานมากขึ้น ใช้เวลามากขึ้น กว่าจะได้ค่าจ้างเพียงพอต่อการยังชีพ

10. จุดเริ่มต้นกะปิเยาะห์ของตำบลกะมิยอ
              ตำบลกะมิยอ มีวิถีชีวิตเฉกเช่นชุมชนมุสลิมโดยทั่วไป ผู้ที่มีกำลังความสามารถที่จะเดินทางไปประกอบ พิธีฮัจญ์ที่นครมักก๊ะได้ก็ควรจะไป อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต การเดินทางจากปัตตานีเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ใน สมัยก่อน จะใช้เรือใบเดินสมุทร กินเวลาในการเดินทางถึง 6 เดือนเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนเรือใบก็กลายเป็นเรือยนต์ การเดินทางก็เร็วขึ้น จาก 6 เดือนเหลือเพียงเดือนเดียว
              ในระหว่างที่ประกอบพิธีฮัจญ์ ผู้คนที่หลั่งไหลมาจากทุกมุมโลก ไม่ว่าจะชาติใด ภาษาใด ฐานะสูงต่ำเพียงไหน แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ทุกคนจะใช้ชีวิตแบบเดียวกันอย่างเสมอภาค นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าสีขาว ใส่กะปิเยาะห์สีขาวบางคนก็ทำ กะปิเยาะห์ขึ้นเอง ชาวปัตตานีได้เรียนรู้วิธีการทำกะปิเยาะห์จากที่นี่ บางคนก็ยึดเป็นอาชีพชั่วคราวก่อนกลับบ้านเกิด ที่ปัตตานี
       ด้วยทักษะจากการทำกะปิเยาะห์ในนครมักก๊ะนี่เอง สิ่งที่ติดตัวชาวปัตตานีกลับมาคือความรู้ที่นำมาสร้างสรรค์ กะปิเยาะห์ สินค้าทางวัฒนธรรมที่ได้กลายเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของชาวบ้านตำบลกะมิยอหลายร้อยคนอยู่ในขณะนี้ จุดเริ่มต้นของการผลิตกะปิเยาะห์ของจังหวัดปัตตานีทำมาเมื่อ 200 – 300 ปี กล่าวได้ว่าเริ่มมาพร้อมกับ โรงเรียนปอเนาะ เมื่อก่อนจะทำด้วยมือ ทำใช้กันเอง จนเมื่อ 80 กว่าปีให้หลังมานี้ หะยีแอ สระมาลา เดิมเป็นคน จังหวัดนครศรีธรรมราช มาได้ภรรยาที่ตำบลกะมิยอ ก่อนย้ายไปอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี และนายหะยีนุ จงรักสัตย์ เป็นคนแรกๆ ที่บุกเบิกการใช้จักรมาเย็บกะปิเยาะห์เพื่อการจำหน่าย         
             จุดเริ่มต้นจากตำบลกะมิยอ ขยายไปสู่ตำบลปูยุด และตำบลคลองมานิง ตามลำดับ ซึ่งทั้งสามตำบลนี้ล้วน อยู่ในเขตอำเภอเมืองปัตตานีทั้งสิ้น แรกๆ รายได้ดี แต่เมื่อมีคนทำมากขึ้น ราคาขายก็ต้องลดลง การออกแบบใหม่ๆ ไม่ซ้ำใคร จึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มมูลค่า การลอกเลียนแบบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องออกแบบใหม่กัน อยู่เรื่อยๆ แข่งขันทางการตลาดไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด การออกแบบใหม่ก็ไม่สามารถทานกลไกการตลาดของเถ้าแก่ท ี่เป็นพ่อค้าคนกลางได้ แรงจูงใจที่จะออกแบบลายใหม่จึงหายไปกับราคาที่ถูกกดต่ำลงทุกเดือน ทุกปี บางเดือนราคาถูกกดต่ำลงหลายครั้ง แต่ความดิ้นรนในการคิดค้นหลายใหม่ได้สร้างทักษะฝีมือ ของผู้ผลิตกะปิเยาะห์ให้สูงขึ้น อีกทั้งรูปแบบและลวดลายอันหลากหลาย ได้ถูกถ่ายทอดลงบนเนื้อผ้าของ กะปิเยาะห์อย่างละลานตา
11. พัฒนาการของผลิตภัณฑ์กะปิเยาะห์ตำบลกะมิยอ
             การประชุมเพื่อถอดประสบการณ์ในการผลิตกะปิเยาะห์ของตำบลกะมิยอตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีรูปแบบ รูปทรง ที่สร้างสรรค์ผ่านมือของชาวบ้านตำบลกะมิยอถึง 21 รูปแบบ ถ้าแจงนับ ลวดลายคงร่วมร้อยลวดลาย
             กะปิเยาะห์รูปทรงแรกของตำบลกะมิยอคือดาดาแบบโบราณ ถัดมาคือรูปทรงแบบกาซา ลายหยาบๆ ไม่ละเอียด ทั้งสองรูปแบบนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อปีใด แต่ที่มีความชัดเจน สามารถบ่งบอกปีได้คือกะปิเยาะห์รูปทรงพาฟ ในปี 2520 เป็นกะปิเยาะห์ที่ตั้งชื่อตามจักร สมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กะปิเยาะห์แบบพาฟนี้ เคยขายได้ราคาถึงกูดี (20 ใบ) ละ 950 บาท จากนั้นอีก 2 ปี คือในปี 2522 กะปิเยาะห์แบบแซ็ก (ซิกแซ็ก) ได้เป็นหมวกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นแทนที่กะปิเยาะห์แบบพาฟ ตามมาติดๆ ด้วยกะปิเยาะห์แบบไหมพรม และซอเกาะดำ ซึ่งซอเกาะดำนี้ ปัจจุบันยังได้พบเห็นการสวมใส่อยู่ โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ในสังคมของคนชั้นสูง หรือสวมใส่ในพิธีการสำคัญๆ
             ยุคที่เป็นจุดเปลี่ยนอย่างมาก คือการนำจักรอัตโนมัติที่ทันสมัยมาผสมผสานในกระบวนการผลิตกะปิเยาะห์ ทำให้ได้กะปิเยาะห์ในรูปแบบที่เรียกว่า “ตามิติก” ซึ่งเพี้ยนเสียงมาจาก Automatic หรืออัตโนมัตินั่นเอง หลังจากนั้นก็เกิดกะปิเยาะห์รูปทรงดะวะห์ การหวนกลับมาของกะปิเยาะห์แบบกาซารุ่นใหม่ ตลอดจนกะปิเยาะห์แบบดาดากาซา กะปิเยาะห์ลายไหมพรม และกะปิเยาะห์แบบตาตริก
             ในปี 2532 ได้กำเนิดกะปิเยาะห์แบบดาดาทรงรี ตามด้วยกะปิเยาะห์แบบรียอ (หมวกลายลูกไม้) และกะปิเยาะห์แบบมอดอ เกร็ดประวัติของหมวกบอดอที่แปลว่า “โง่” นี้ สันนิษฐานกันว่าเป็นหมวกที่ทำโดยคนที่เพิ่งหัดทำ หรือฝึกฝีมือ ใบหนึ่งเดินด้ายเป็นลวดลายแค่ 7 – 8 เส้น ทำทั้งวันขายได้ 15 บาท ก็ยังมีคนอุตสาห์มาซื้อ เรียกว่าโง่ทั้งคนทำและคนซื้อ จึงเป็นที่มาของชื่อบอดอ ถัดมาจากนั้นคือกะปิเยาะห์แบบพับ
              ปี 2537 ถือเป็นปีที่เกิดความลงตัวในกะปิเยาะห์ที่ได้มาตรฐานและจำหน่ายได้มากที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือกะปิเยาะห์แบบซูดาน พัฒนาโดยคุณอับดุลการีม การีมะ ด้วยความสวยงาม ได้รูปทรง มีการฉลุเป็นรูระบายอากาศ สวมใส่สบาย ไม่นานนักก็กลายเป็นกะปิเยาะห์ที่ได้รับความนิยมสูสุดในขณะนี้
             หลังจากยุคของกะปิเยาะห์แบบซูดานก็ค่อนข้างจะลงตัว เนื่องจากการผลิตที่ต้องเป็นไปตาม กลไกความต้องการของตลาด ก็จะพัฒนาเพื่อดัดแปลงบ้างเล็กน้อยเป็น กะปิเยาะห์ซูดานทรงแหลม ออกมาไล่เลี่ยกับ กะปิเยาะห์ซูดานตราติก แต่ก็มีหมวกรูปแบบอื่นๆ เข้ามาแทรกระหว่างนี้ด้วย เช่น กะปิเยาะห์แบบไหมพรม เมโมมาติก และกะปิเยาะห์แบบอินเดีย ซึ่งเป็นแนวคิดของคุณสะมะแอ เจะมะ ที่นั่งดูภาพยนตร์อินเดียแล้ว นึกอยากทดลองทำขึ้นมา แต่ไม่ได้ทำเพื่อมุ่งหวังในการจำหน่ายแต่อย่างใด
             รูปแบบของกะปิเยาะห์ในระยะหลังๆ มานี้ ผู้ที่มีความสำคัญในการออกแบบคือ คุณอับดุลการีม การีมะ ที่ยึดอาชีพการผลิตกะปิเยาะห์มาตั้งแต่เด็ก ด้วยความช่างสังเกต ช่างคิดทำให้งานประดิษฐ์แต่ละชิ้นที่ออกมาใน แต่ละช่วง กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ให้ผลตอบแทนเป็นมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น จนตำบลกะมิยอ เป็นตำบลที่ผลิตกะปิเยาะห์จนได้รับรางวัลสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ระดับ 5 ดาวของจังหวัดอย่างภาคภูมิ
             แม้ขณะนี้ ข้อมูลความชัดเจนของที่มา ช่วงเวลาในการผลิตกะปิเยาะห์ในแต่ละรูปแบบยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าในอนาคต ความรู้เหล่านี้กำลังได้รับการรื้อฟื้นในไม่ช้า
12. พัฒนาการรูปแบบการจำหน่ายกะปิเยาะห์ของกะมิยอ
              การค้า นับเป็นสิ่งสำคัญกระบวนการหนึ่งการตลาด กะปิเยาะห์ที่ผลิตขึ้นในตำบลกะมิยอ เป็นสินค้าส่งออกไปต่างประเทศอยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องเป็นภาระของผู้นำประเทศในการหอบหิ้วไปเสนอ ขายในต่างแดน แต่เส้นทางการค้ากะปิเยาะห์ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ประสบปัญหาอุปสรรคเรื่อยมา ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หลายคนคิด        ในระยะแรก การค้ากะปิเยาะห์จะฝากไปกับผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เป็นผู้ช่วยขาย บ้างก็ฝากไปกับผู้นำคณะที่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่เรียกว่า “แซะ” แต่ปัญหาก็คือฝากไปขายแล้ว กลับมาถึงก็ไม่ได้เงินทันที บางครั้งก็เป็นลักษณะค่อยๆ ทยอยให้ จนถึงขั้นที่ไม่ให้เลยก็มี ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนที่จะผลิตกะปิเยาะห์ไว้สำหรับขายในช่วงฮัจญ์ของปีถัดไป อีกทั้งไม่มีเงินเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว
             ระยะต่อมาคือการขายผ่านเถ้าแก่ที่มารับซื้อ โดยรับของไปขาย เมื่อขายหมดจึงจะนำเงินมาให้ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับการฝากผู้ที่ไปประกอบพิธีฮัจญ์ช่วยขาย บางรายถูกโกงเป็นล้านบาทก็มี ผู้ผลิตกะปิเยาะห์จึงเห็นว่าการซื้อขายด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกันคงไม่ได้แล้วในสมัยนี้ ระบบการทำสัญญาเพื่อผูกมัดทางกฎหมายจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ อย่างน้อยก็ปรามไม่ให้เกิดการคดโกงได้ง่ายนัก แต่ปัญหาการกดราคาจากบรรดาเถ้าแก่ที่เป็นพ่อค้าคนกลางก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้
              ช่วงไล่เลี่ยกันกับการขายให้เถ้าแก่ซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลาง ก็ได้มีแนวทางการขายโดยส่งกับบริษัทเอกชน ในกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการส่งออกอีกครั้ง โดยมีคุณอับดุลการีม การีมะ เป็นผู้บุกเบิก แต่ก็รับซื้อได้ในจำนวนที่จำกัด
              จวบจนปัจจุบัน ด้วยปัญหาที่ราคากะปิเยาะห์ตกต่ำ การกำหนดราคาอยู่ในมือของกลไกพ่อค้าคนกลาง ทำให้ผู้ผลิตกะปิเยาะห์และผู้ประกอบการรายย่อยที่นับวันจะลำบากมากขึ้นกับ รายได้ที่ไม่พอเลี้ยงชีพในแต่ละวัน การรวมกลุ่มจึงขึ้นขึ้น ผลิกโฉมประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตำบลกะมิยอที่กลุ่มผู้ผลิตกะปิเยาะห์เกิด ขึ้น จากความต้องการของชาวบ้านเอง ระดมทุนกันเอง มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มที่ได้รับมติจากชาวบ้าน และสามารถดำเนินการส่งออกกะปิเยาะห์ไปประเทศซาอุดิอาระเบียโดยไม่ผ่านพ่อค้า คนกลางได้เป็นครั้งแรก โดยสามารถดึงเอาหน่วยงานต่างๆ มาให้ความช่วยเหลือ อาทิเช่น สหกรณ์จังหวัดปัตตานี สหกรณ์อิสลามปัตตานี สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดปัตตานี โรงเรียนชุมชนบ้านกะมิยอ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน อำเภอเมืองปัตตานี หน่วยประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคใต้ตอนล่าง ฯลฯ โดยผ่านกระบวนการแสวงหาความ รู้เพื่อแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง
ภาพชีวิตของครอบครัวปักจักรและพลังทุนทางสังคมที่กะมิยอ
             “ภาพชีวิตของครอบครัวปักจักรและพลังทุนทางสังคมที่กะมิยอ” บทนี้ เป็นบทสัมภาษณ์พูดคุย กับผู้นำกลุ่มอาชีพท่านหนึ่งของตำบลกะมิยอผู้มีบทบาทสำคัญในการทำงานเฝ้าระวังและเสริมสร้างความ เข้มแข็งของชุมชน ที่แม้จะยังมิสมบูรณ์ทั้งหมด ทว่า นับเป็นคุณค่าของต้นทุนที่ได้เริ่มต้น อย่างควรค่า แก่การขอบคุณ


อำเภอทุ่งยางแดง

อำเภอปานาเระ

อำเภอมายอ

อำเภอยะหริ่ง

อำเภอกะพ้อ

อำเภอยะรัง

อำเภอโคกโพธิ์

อำเภอไม้แก่น

อำเภอสายบุรี

อำเภอหนองจิก

อำเภอเมืองปัตตานี

อำเภอแม่ลาน

เข้าสู่ระบบ

ผู้เข้าชม

136788
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
127
58
507
135081
3872
2956
136788

Your IP: 18.234.88.196
Server Time: 2019-05-23 13:52:03

ปฏิทินกิจกรรม

May 2019
Mo Tu We Th Fr Sa Su
29 30 1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31 1 2

อัลบั้มภาพ

ภาพ อบต.กะมิยอ
Image Detail
โครงการจัดตั้งก...
Image Detail
สปสช. อบต.กะมิย...
Image Detail
ประชุมปลัดกับนา...
Image Detail
พิธีมอบทุนการศึ...
Image Detail

Icons by Ambulance
Copyright © 2015. All Rights Reserved.